วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุใหม่ของ อปท.


ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประชาชนน้อยนักที่จะรู้ จะเข้าใจ ถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่เว้นแม้กระทั่งนักการเมืองลายครามหลายคนก็ยังไม่เข้าใจ ถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง จึงเป็นที่มาของบทความฉบับนี้ เพราะทุกวันนี้ มีคำถามมากมาย ทั้งถามตรงและฝากถาม จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ให้กับท่านผู้อ่าน ผู้ที่สนใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหรือร่วมตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่น ที่ยังไม่เคยเข้าใจระบบการจัดซื้อจัดจ้าง  เวลาเข้าประชุมสภาฯก็เอาแต่ยกมือตามระเบียบ ใบ้รับประทาน ตามน้ำไปเรื่อย ไม่เคยเป็นหูเป็นตาให้ประชาชน ตามข้าราชการไม่ทัน แถมบางคนยังกระเสือกกระสนไปจับผิดข้าราชการ แบบมวยไม่มีเชิง เพียงสาเหตุเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว แทนที่จะเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน
ในการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารพัสดุ ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างเป็นกระบวนการที่ให้ได้มาซึ่งพัสดุที่ต้องการ ทั้งในเรื่องคุณสมบัติ จำนวน ราคา เวลา และแหล่งขาย เพื่อดำเนินงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ของงานตามเป้าหมายที่กำหนด โดยจะกล่าวถึงว่า เมื่ออปท.หรือส่วนราชการได้กำหนดความต้องการพัสดุและได้รับงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุแล้ว ผู้จัดซึ้อจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุฯ พ.ศ. 2535 ในการจัดซื้อจัดจ้างของ อปท.นั้น มีกระบวนการหลักๆพอสังเขปดังนี้
จัดทำรายงานขอซื้อ/จ้าง  เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องทำรายงานขอซื้อ/จ้าง โดยระบุรายละเอียดของการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ วิธีการจัดซื้อจัดจ้างมี 6 วิธี คือ วิธีตกลงราคา, วิธีสอบราคา, วิธีประกวดราคา, วิธีพิเศษ, วิธีกรณีพิเศษ และวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์( e – Aution) การกำหนดว่าจะใช้วิธีการใดนั้น ต้องพิจารณาตามวงเงินและเงื่อนไขต่าง ๆ กำหนดในระเบียบพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  โดยทำตามแผนพัสดุ ซึ่งเจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการตามแผนพัสดุ ที่หน่วยงานเจ้าของงบประมาณทำไว้ (ซึ่งจุดนี้แหละที่ผิดพลาดมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่ ผู้บริหารหรือข้าราชการมักจะข้ามขั้นตอน โดยมักจะติดต่อหรือดำเนินการขั้นตอนอื่นๆก่อน มีแม้กระทั้งเอาของมาก่อน จนของพังหรือชำรุดไปแล้วเพิ่งจะดำเนินการขั้นตอนอื่นๆ ซึ่งอาจจะเพราะเทคนิคการบริหารแบบรัฐศาสตร์หรือแบบชาวบ้านก็แล้วแต่ ขอจงระวังไว้ขั้นตอนนี้แหละตายมาแล้วหลายราย)
การเสนอขออนุมัติจัดซื้อ/จ้าง ผู้จัดซื้อจัดจ้างต้องทำรายงานขอซื้อ/จ้าง ที่จัดทำไว้แล้วเสนอขออนุมัติตามขั้นตอนจากผู้มีอำนาจอนุมัติ ซึ่งผู้มีอำนาจอนุมัติในส่วนของท้องถิ่นก็ไม่พ้นนายกฯ
มอบหมายแต่งตั้งเจ้าหน้าที่/คณะกรรมการต่างๆ เมื่อได้รับอนุมัติให้จัดซื้อ/จ้างส่วนราชการต้องมอบหมายแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และหรือคณะกรรมการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง กล่าวคือ วิธีสอบราคาและแต่งตั้งคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาวิธีการประกวดราคาจะแต่งตั้งคณะกรรมการรับและเปิดซองสอบราคา วิธีประกวดราคาจะแต่งตั้งคณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคา และคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา วิธีพิเศษจะแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อ/จ้างโดยวิธีพิเศษ วิธีe-Autionจะแต่งตั้งคณะกรรมการ e-Aution และทุกวิธีจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับการจ้างเกี่ยวกับการจัดซื้อ/จ้าง (ซึ่งปัจจุบันบางกรณียกเว้นตกลงราคา มักจะมีตัวแทนจากตัวแทนประชาคมด้วย)
การจัดซื้อ/จ้าง ตามวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับอนุมัติ ดังนี้
- วิธีตกลงราคา  มีวิธีการโดยการติดต่อหาผู้ขายหรือสืบราคาที่เหมาะสมโดยตรง แล้วต่อรองราคาตกลง พร้อมเงื่อนไข ซึ่งในปัจจุบัน วิธีการตกลงราคา เป็นการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ทำให้มีโครงการฯประเภท 99,999 บาท ในอปท.หลายแห่ง เพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการสอบราคา ที่ต้องประกาศสอบราคาทำให้เป็นที่รู้ไปทั่ว เรียกว่า ฮั่วยาก แถมไม่ต้องติดป้ายโครงการด้วย ประชาชนไม่ทันกระดิกตัว เรียกว่าเงียบกริบ
- วิธีสอบราคา มีวิธีดำเนินการโดย เจ้าหน้าที่ฯติดต่อผู้ขายโดยตรงผละปิดประกาศการสอบราคา และเปิดซองสอบราคาเพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะการสอบราคา ซึ่งเป็นการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินตั้งแต่ 1 แสนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท  ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากรายจะมีการ แข่งขันกันดุเดือด เพราะเป็นโครงการขนาดเล็ก ประเภททุนน้อย หอยน้อย เป็นเวทีที่สามารถให้ผู้รับเหมาหรือ ผู้ประกอบการหน้าใหม่มีโอกาสาแจ้งเกิดได้ เว้น แต่ อปท.ในเขตสามจังหวัดฯ เพราะไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาทำงาน  ขนาดบางแห่งเสนองดเงินใต้โต๊ะ 100 % ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาทำงาน  รัฐบาลจึงได้มียกเว้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ประกอบกับเพื่อให้การพัฒนาในพื้นที่เดินหน้าไปได้ จึงอนุมัติให้อปท.ในเขตนี้ สามารถใช้วิธีพิเศษได้ ด้วยเหตุนี้จึง ทำให้เกิดผู้รับเหมาหน้าใหม่เกิดขึ้นหลายราย เรียกว่า วิกฤติเป็นโอกาสของผู้รับเหมา แต่หลายครั้งที่เจ้าโอกาสก็กลายเป็นวิกฤติของประชาชน
 - วิธีประกวดราคา ดำเนินการโดยการปิดประกาศและเผยแพร่การประกวดราคาผ่านทางสื่อสารมวลชนและหรือติดต่อผู้ขายโดยตรง รับซองและเปิดซองประกวดราคาและพิจารณาผลการประกวดราคา โดยเป็นวิธีจัดซื้อจัดจ้างในวงงบประมาณตั้งแต่ 2 ล้านขึ้นไป ซึ่งก็ไม่ค่อยเกิดขึ้นในระดับ อบต.เล็กๆเพราะต้องซอยโครงการฯให้ครบหมู่บ้าน ยกเว้นโครงการฯเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ที่นานๆทีจะส้มหล่นลงมา เพราะเจ้าเงินอุดหนุนเฉพาะกิจนี้ มันต้องอาศัยกำลังภายในแกร่งกล้าพอสมควร และโดยส่วนใหญ่ นายก อปท.โนเนมมักดำเนินการไม่ทันบรรดานายกฯอปท.ใหญ่ ที่สายป่านยาว มากบารมี แถมโปรยรำตั้งแต่ปีมะโว้ อีกทั้งระบบการเมืองเก่าๆ ยากที่ประชาชนใน อปท.เล็กๆจะได้อนิสงจากเงินอุดหนุนประเภทนี้
 - วิธีพิเศษ  โดยการเจรจาตกลงหรือสืบราคาหรือขอให้มีการเสนอราคาจากผู้ขายโดยตรง วิธีนี้มีข้อกำหนดหลายประการ โดยมีสาระว่าทำด้วยวิธีอื่นไม่เกิดผลดีว่านั้นเถอะ เช่น การจัดซื้อที่ดิน, การจัดจ้างทำสิ่งที่เร่วด่วน ที่พิเศษใช้เทคโนโลยีสูง เป็นต้น ซึ่งบางครั้งวิธีการนี้ก็เป็นเครื่องมือสำหรับล็อคสเป็ค(จำกัดคุณสมบัติ) เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ประกอบการที่ฮั่วเอาไว้ ซึ่งประชาชนตาดำๆอาจไม่ทราบถึงที่มาที่ไป หากไม่สนใจข่าวสารบ้านเมือง พอ จะรู้อีกที มันก็จัดซื้อจัดจ้างแล้ว
 - วิธีกรณีพิเศษ โดยการพิจารณาสั่งซื้อ/สั่งจ้างจากส่วนราชการและหรือหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ผลิด/ทำงานจ้างนั้นเอง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้จัดซื้อจัดจ้างหรือมีกฎหมายหรือมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ซื้อ/จ้าง โดยวิธีนี้ ก็มีบ้างแต่น้อย เพราะมันฮั่วยาก เคี้ยวเจอเคี้ยวอาจไม่ได้อะไรเลย
- วิธีประมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์ e-Auction พิจารณาคัดเลือกผู้ให้บริการตลาดกลาง ประกาศเผยแพร่/เชิญชวนผู้ค้าเข้าร่วมการประมูล พิจารณาคัดเลือกผู้ค้า ชี้แจง/จัดฝึกอบรมคณะกรรมการ e-Auction และผู้ค้าเกี่ยวกับการปะมูลเพื่อคัดเลือกผู้ชนะการประมูล ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรซึ่งมีเป้าหมายป้องกันการฮั่ว แต่ทำไปทำมา มีคน เขาบอกว่าฮั่วยิ่งกว่าเก่า และฮั่วเฉพาะกลุ่มฯ
          สั่งซื้อ/จ้าง เมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ 4 จนได้ผู้ขาย/รับจ้างแล้ว  ก็ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการสั่งซื้อ/จ้าง ตามข้อกำหนดในระเบียบ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็เคยมีหลายแห่งที่ผู้รับเหมาดันทำงานก่อนสั่งจ้างหรือทำสัญญา เรียกว่าขอให้ยึดหัวหาดก่อน การกระทำเช่นนี้ ถ้าหากมีฝ่ายค้านหรือชาวบ้านร้องเรียนก็จบกัน แต่ก็มีบ้างที่ผู้บริหารต้องใช้หลักรัฐศาสตร์มาพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน  ทั้งนี้ขอให้ดูเนื้อในก่อน ว่าเจตนาทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ถ้าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวก็ถือว่าบังอาจอย่างร้ายแรง
ควบคุมงาน(ถ้ามี) และหรือตรวจรับพัสดุ/การจ้าง  โดยให้เจ้าหน้าที่/หรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมาย/แต่งตั้ง เป็นผู้ดำเนินการตรวจรับพัสดุ/การจ้าง  โดยขั้นตอนนี้แหละสำคัญที่สุด เพราะ เมื่อพ้นขั้นตอนนี้แล้ว ก็ต้องถึงเวลาจ่ายเงินค่าพัสดุ และเมื่อจ่ายเงินไปแล้ว  ถ้ามันถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ถือว่าราชการก็ไม่เสียหายก็สัมฤทธิผล แต่ถ้าบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนกว่าที่ตั้ง หรือกำหนดเอาไว้ ก็ถือว่าราชการเกิดความเสียหาย หาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบ ก็อาจต้องมีโทษทางวินัย ชดใช้เงินคืน หนักที่สุดก็โดนคดีทั้งแพ่งทั้งอาญา
สุดท้ายอีกประการหนึ่งซึ่งได้มีนักการเมืองไม่น้อยได้ถามมาว่า กรณีที่ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีประกาศใช้แล้ว แต่เงินยังไม่เข้า อปท.สามารถ ประกาศสอบราคาหรือไม่ ?” อันนี้ศณีราขอตอบเลยว่าอปท.สามารถประกาศสอบราคาได้ แต่ต้องกำหนดในประกาศไว้ว่า จะทำสัญญาเมื่อมีเงินงบประมาณเข้ามาเพียงพอ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้ประกอบการยืนราคาไว้ด้วย แต่ส่วนใหญ่ระดับ อบต.ยังไม่ค่อยทำกัน จึงอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าทำไม่ได้ ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียพอๆกัน ระหว่างการประกาศก่อนเงินมา หรือเงินมาแล้วค่อยประกาศ ที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้เป็นดีที่สุด และต้องยึดประโยชนืของประชาชนสูงสุด
หวังว่าผู้อ่านคงได้รับประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย อ่านดูมันอาจจะลึกเกินไปสำหรับฝูงชนผู้หลับใหล แต่แท้จริงมันใกล้แค่ปลายจมูกของพลเมืองผู้ตื่นตัว  ผู้ที่กล้าลุกขึ้นมา เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีการเมือง ผู้ซึ่งเข้าใจหลักการของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น